นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม Net Zero Energy System Transition

นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม

Net – Zero Energy System Transition 

การบูรณาการพลังงานหมุนเวียนสู่ระบบพลังงาน Net Zero

บทบาทเชิงกลยุทธ์ของวิศวกรในยุคการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

รวบรวมโดย ดร.สมชาย ดารารัตน์

        การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ เป็นเงื่อนไขสำคัญของการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในกลางศตวรรษ โดยพลังงานหมุนเวียนจะกลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักของระบบพลังงานโลก   งานวิจัยเชิงระบบจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการพลังงานหมุนเวียนจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีเสริม  เช่น  ระบบกักเก็บพลังงาน โครงข่ายอัจฉริยะ  ไฮโดรเจนสีเขียว  และ เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนเชิงลบ  ( Negative  Emission  Technologies  :  NETs )  บทความนี้วิเคราะห์บทบาทของวิศวกรในฐานะผู้กำหนดทิศทางเชิงเทคนิคและเชิงระบบของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมนำเสนอกรอบวิเคราะห์ด้าน LCA, system adequacy, sector coupling และ resource constraints เพื่อสนับสนุนการออกแบบระบบพลังงานที่ยั่งยืนและมีความยืดหยุ่นสูง

         การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานเป็นกลไกหลักของการบรรลุ  Net  Zero  เนื่องจากภาคพลังงานเป็นแหล่งปล่อย  CO₂  มากกว่า  70 %  ของโลก การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานเหล่านี้ (intermittency) ทำให้ระบบพลังงานต้องการเทคโนโลยีเสริมเพื่อรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคง และความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า

พลังงานหมุนเวียนยุคถัดไป 

( Next-Generation Renewables )

         เทคโนโลยีใหม่  เช่น  Space – based  Solar Power (SBSP) มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง  24  ชั่วโมง และอาจลดต้นทุนระบบไฟฟ้าของยุโรปได้ 7–15% ภายในปี 2050 หากพัฒนาได้ตามเป้าหมายของ NASA

ระบบกักเก็บพลังงาน 

( Energy Storage Systems )

         ระบบกักเก็บพลังงาน เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะในระบบที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูง  

         ตัวอย่างเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่  

                  Battery Energy Storage Systems (BESS) สำหรับการปรับสมดุลรายชั่วโมง  

                  Pumped Hydro Storage สำหรับการกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่  

                  Hydrogen-based storage สำหรับ seasonal storage และภาคอุตสาหกรรมหนัก  

                  งานวิจัยเชิงระบบยืนยันว่า การลดคาร์บอนในระดับลึก ( deep decarbonization ) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว

เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานขั้นสูง 

( Advanced Storage )

         ตัวอย่างเช่น  

                  Reversible  Solid  Oxide  Cells ( rSOC )  ซึ่งทำงานได้ทั้งโหมดผลิตไฮโดรเจน และ ผลิตไฟฟ้า  

                  โครงการ 24 / 7 ZEN ตั้งเป้าเพิ่ม round-trip efficiency เป็น 45%  

                  เทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นแกนหลักของระบบพลังงานที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง

เทคโนโลยีคาร์บอนเป็นลบ 

( Negative Emission Technologies : NETs )

         NETs มีบทบาทสำคัญในการชดเชยการปล่อยจากภาคส่วนที่ลดได้ยาก เช่น อุตสาหกรรมหนักและการบิน  

         ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่  

         BECCS ซึ่งสามารถสร้าง  negative  emissions  ระดับหลายสิบล้านตันต่อปี  

         DAC ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าและสามารถทำงานร่วมกับพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

ระบบไฮบริดและโครงข่ายอัจฉริยะ ( Hybrid Systems & Smart Grids )

         การบูรณาการแหล่งผลิตไฟฟ้าหลากหลายประเภทต้องอาศัยระบบควบคุมแบบ real-time และโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นสูง เช่น  

                  Microgrids  

                  Trigeneration systems  

                  Grid-forming inverters  

                  ระบบเหล่านี้ช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับพลังงานหมุนเวียน (renewable penetration rate) และลดต้นทุนระบบโดยรวมพ  

บทบาทของวิศวกรในระบบพลังงาน Net Zero

         ผู้ออกแบบเทคโนโลยีและระบบ

         วิศวกรต้องมีความสามารถในการออกแบบระบบที่ซับซ้อน เช่น  

                  ระบบ BECCS แบบครบวงจร  

                  ระบบผลิตไฮโดรเจนสีเขียว  

                  ระบบกักเก็บพลังงานขั้นสูง  

                  ซึ่งต้องอาศัยความรู้ด้านเคมี กระบวนการผลิต วัสดุศาสตร์ และวิศวกรรมระบบ

 

         ผู้วางแผนเชิงระบบ (Systems Planner)

         การวางแผนระบบพลังงานยุคใหม่ต้องพิจารณา  

                  ความมั่นคงของระบบ (system adequacy)  

                  ความยืดหยุ่น (flexibility portfolio)  

                  การเชื่อมโยงพลังงาน–น้ำ–อาหาร (Nexus)  

                  ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและพื้นที่ (resource & land-use constraints)  

                  งานวิจัยจาก Utrecht University ชี้ให้เห็นว่าการเลือกตำแหน่ง (siting) ของเทคโนโลยี เช่น offshore hydrogen production มีผลต่อทั้งต้นทุนและผลกระทบสิ่งแวดล้อม

 

         ผู้ประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA)

         LCA เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน  

         ตัวอย่างเช่น  

                  การผลิตแผงโซลาร์เซลล์มีผลต่อ mineral depletion โดยเฉพาะ silver  

                  การ decarbonize ไฟฟ้าที่ใช้ในกระบวนการผลิตสามารถลด CO₂ ได้ถึง 8.2 Gt  

 

         ผู้เชื่อมโยงเทคโนโลยีกับนโยบายและการเงิน

         วิศวกรต้องสนับสนุนการออกแบบ  

                  กลไกคาร์บอนเครดิต  

                  Renewable Energy Certificates  

                  การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการพลังงานหมุนเวียน

แนวโน้มสำคัญและความท้าทายเชิงระบบ

         Trade-off ระหว่าง BECCS และ DAC

         งานวิจัยพบว่าการใช้ BECCS มากขึ้นมักลดความจำเป็นของ DAC เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากรชีวมวล

         Hydrogen Economy

         ไฮโดรเจนสีเขียวจะเป็นแกนหลักของภาคอุตสาหกรรมหนัก การขนส่ง และระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว

         การผลิตพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

         การผลิตแผงโซลาร์เซลล์ระดับหลายเทระวัตต์ต้องคำนึงถึง  

                  การลดการใช้แร่หายาก  

                  การรีไซเคิล  

                  การจัดการซากแผงโซลาร์

         การบรรลุ Net Zero ไม่ใช่เพียงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน แต่ต้องอาศัยการออกแบบระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่นสูง มีความมั่นคง และมีความยั่งยืนในทุกมิติ วิศวกรจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้กำหนดทิศทางเชิงเทคนิค ผู้วางแผนเชิงระบบ และผู้เชื่อมโยงเทคโนโลยีกับนโยบายสาธารณะ